068 | หลักแห่งความยุติธรรม กับ มาตรา 309 ของร่างรัฐธรรมนูญ

โดย ธีระ สุธีวรางกูร
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้บรรดาการต่างๆ ตามบทบัญญัติใน มาตรา ๓๐๙ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ เป็นข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งซึ่งบรรดานักวิชาการ และบุคคลทั่วไปใช้เป็นเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

เป็นที่น่าสังเกตอยู่ว่า แม้ร่างรัฐธรรมนูญมาตรานี้จะถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเหมาะสมชอบธรรมต่อการเขียนกฎหมายในลักษณะเช่นนี้อย่างไร หากทว่าสำหรับผู้มีส่วนในการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว กล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีคำอธิบายใด ในต่างกรรมต่างวาระ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนเพียงพอถึงความหมายอันแท้จริงของมาตราดังกล่าว

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อพยายามอธิบายพร้อมกับการวิจารณ์ มาตรา ๓๐๙ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่เนื้อหาของมาตรานี้มีลักษณะที่เชื่อมโยงกับกรณีต่างๆ อีกหลายเรื่อง ฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้น จึงสมควรแยกพิจารณาเรื่องนี้ออกเป็น สาระสำคัญทั่วไป เหตุผลในการรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และผลในทางกฎหมาย ของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ กันโดยลำดับ

๑. สาระสำคัญทั่วไปของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙

๑.๑ มาตรา ๓๐๙ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติ มีเนื้อความอยู่ว่าบรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำเหล่านั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้

๑.๒ จากเนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ ข้างต้น การทำความเข้าใจบทบัญญัติมาตราดังกล่าวนี้ จำเป็นอยู่เองที่ต้องพิจารณาเชื่อมโยงไปกับการรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายให้กับประกาศ คปค. คำสั่งหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้นๆ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๖

๑.๓ โดยบทบัญญัติในมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) กล่าวโดยเนื้อหา จะพบว่าในบรรดาประกาศ คปค. หรือคำสั่งหัวหน้า คปค. ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด หรือสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ บริหาร หรือ ตุลาการ อย่างไร หากได้เป็นประกาศหรือคำสั่งที่ออกมาในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ไปจนถึงวันที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีผลใช้บังคับแล้ว ประการหนึ่งคือ จะได้รับการรับรองให้มีผลใช้บังคับได้ต่อไป และอีกประการหนึ่งคือ จะมีรับการรับรองให้บรรดาประกาศและคำสั่งเหล่านั้นรวมตลอดถึงการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นๆ เป็นประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อนึ่ง สำหรับการปฏิบัติตามประกาศ คปค. หรือคำสั่งหัวหน้า คปค. โดยองค์กรหรือเจ้าหน้าที่ต่างๆ ของรัฐ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๖ ก็ยังรับรองให้การปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มีความชอบทั้งในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วย แม้จะได้มีปฏิบัติภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีผลใช้บังคับ

๑.๔ จากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๖ ข้างต้น เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับมาตรา ๓๐๙ ของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว สาระสำคัญทั่วไปของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ จึงมีอยู่ว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ มาตรานี้ ได้บัญญัติให้บรรดาการใดๆ หรือการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการเหล่านั้น ซึ่งได้ถูกรับรองความชอบเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๖ ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย กรณีจึงหมายความว่า นอกจากรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) จะรับรองให้ประกาศ คปค. คำสั่งของหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยบทบัญญัติในมาตรา ๓๐๙ ของร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังผลให้ประกาศ คปค. คำสั่งของหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศและคำสั่งดังกล่าว ต่างก็ได้รับการรับรองให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อเนื่องกันไปเป็นอีกคราวหนึ่ง และก็เช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๖ ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ ก็ยังรับรองให้การปฏิบัติตามประกาศ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค. นั้นมีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย แม้จะได้กระทำขึ้นภายหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับ เช่นกัน

๒. เหตุผลของรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙

๒.๑ มีคำอธิบายจากบรรดาผู้มีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญทำนองว่า ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ นั้นหาได้เป็นการรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้กับบรรดาการต่างๆ ซึ่งมิชอบอย่างใดไม่ หากเป็นแต่เพียงการรับรองให้การทั้งหลายที่ชอบอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๖ นั้นคงความชอบอยู่ต่อไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เท่านั้น คำอธิบายดังกล่าวนี้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ คงจำเป็นจะต้องพิจารณาย้อนกลับไปนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน

๒.๒ นับจากวันที่มีการรัฐประหารจนถึงวันที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว)พ.ศ. ๒๕๔๙ มีผลใช้บังคับ หากสำรวจตรวจดูจะพบว่า คปค. ได้ออกประกาศ คปค. รวมประมาณ ๓๖ ฉบับ นอกจากนั้น หัวหน้า คปค. ก็ได้ออกคำสั่งหัวหน้า คปค. อีกประมาณ ๒๘ ฉบับ บรรดาประกาศ คปค.และคำสั่งหัวหน้า คปค.เหล่านี้ เมื่อพิจารณาโดยรวม จะเห็นว่าต่างก็มีเนื้อหาสำคัญอยู่ในหลายลักษณะ กล่าวคือ ทั้งเป็นการจัดองค์กรของรัฐขึ้นใหม่ เป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ใหม่ให้กับองค์กรของรัฐ เป็นการกำหนดแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นการกำหนดโทษแบบใหม่สำหรับการกระทำบางอย่างอันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือแม้กระทั่งเป็นการกำหนดข้อห้ามมิให้บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นต้น อนึ่ง สมควรตั้งข้อสังเกตด้วยว่า บรรดาประกาศ คปค. หรือ คำสั่งหัวหน้า คปค. ดังกล่าวนี้ บางเรื่องจะมีสถานะเทียบเท่ารัฐธรรมนูญ บางเรื่องจะมีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ และบางเรื่องก็มีสถานะเทียบเท่ากับกฎหรือคำสั่งทางปกครอง สุดแท้แต่ลักษณะในทางเนื้อหา ตามแต่กรณี

๒.๓ เมื่อต้องพิเคราะห์ว่าด้วยเหตุใดจึงมีการรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้กับบรรดาการต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ ต่อความข้อนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องหาคำอธิบายให้พบก่อนว่า เพราะเหตุใดรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตรา ๓๖ จึงต้องบัญญัติรับรองให้บรรดาประกาศ คปค. หรือคำสั่งหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติทั้งหลายตามประกาศและคำสั่งดังกล่าว นั้นชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

๒.๔ กรณีที่ประเทศอยู่ในภาวะปกติ การกระทำทั้งหลายขององค์กรของรัฐ ไม่ว่าจะในทางใด ต่างก็ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบควบคุมถึงความชอบด้วยกฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามแต่กรณี ทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ช่วงเวลาหลังการรัฐประหารไปจนถึงเวลาก่อนที่รัฐธรรมนูญ ( ฉบับชั่วคราว ) พ.ศ. ๒๕๔๙ จะมีผลใช้บังคับ ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ ๒๕๔๐ ได้ถูกยกเลิกไปโดยคณะรัฐประหาร ประกอบกับประเทศก็กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายของบรรดาประกาศ คปค. คำสั่งของหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นอันเหลือวิสัยต่อการที่จะกระทำเช่นนั้น

๒.๕ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ จะต้องถูกนำมาประกาศใช้ อีกทั้งระบบการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และความชอบด้วยกฎหมายกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อประเทศเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ดังนี้ เมื่อสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา ย่อมสามารถดำรงความชอบอยู่ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทำการรับรองว่าให้มันชอบ การบัญญัติรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายให้กับบรรดาประกาศ คปค. คำสั่งหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๖ จึงมิอาจจะมองให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้นอกจากว่า ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ยอมรับเป็นปริยายว่า ประกาศ คปค. คำสั่งหัวหน้า คปค.และการปฏิบัติตามประกาศและคำสั่งเหล่านั้น ย่อมมีเนื้อหาหรืออาจมีเนื้อหาอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จึงจำเป็นต้องบัญญัติรับรองในรัฐธรรมนูญเอาไว้ว่าให้มันชอบเพื่อมิให้เกิดปัญหาภายหลังตามมา

๒.๖ จากที่กล่าวมานี้ คำอธิบายจากบรรดาผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับออกเสียงประชามติที่ว่า ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ เป็นแต่เพียงการรับรองให้การทั้งหลายที่ชอบอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว ) มาตรา ๓๖ นั้นคงความชอบอยู่ต่อไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นเพียงการให้คำอธิบายที่หลีกเลี่ยงต่อการกล่าวถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด แบบยึดโยงไปถึงเหตุความจำเป็นของการที่ต้องรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้กับบรรดาประกาศ คปค. คำสั่งหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศและคำสั่งเหล่านั้นตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๖ ด้วยเหตุนี้ เหตุผลของการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ ดังนี้ แท้ที่จริง จึงเป็นเพียงเพื่อให้ประกาศ คปค. คำสั่งหัวหน้า คปค. และการปฎิบัติตามประกาศและคำสั่งดังกล่าว ซึ่งโดยเนื้อหานั้นอาจจะมีความไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น ได้รับการรับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อเนื่องกันไปหลังจากที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา ๓๖ ได้บัญญัติรับรองความชอบมาแล้วครั้งหนึ่ง

๓. ผลในทางกฎหมายของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙

 

๓.๑ หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกนำไปใช้บังคับ เบื้องต้นแล้ว ประกาศ คปค. คำสั่งหัวหน้าคปค.และการปฏิบัติตามประกาศและคำสั่งดังกล่าวที่ได้กระทำมาแล้ว ไม่ว่าจะมีรูปแบบหรือเนื้อหาที่มิชอบอย่างไร การต่างๆ และการปฏิบัติเหล่านั้นย่อมถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปทั้งหมด ยิ่งกว่านั้น เมื่อมาตรา ๓๐๙ ของร่างรัฐธรรมนูญได้รับรองให้การปฏิบัติตาม ประกาศ คปค. หรือคำสั่งหัวหน้า คปค. ซึ่งแม้จะเกิดขึ้นภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ นั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญอยู่ด้วย ผลของการนี้ ไม่ว่าการปฏิบัติทั้งหลายของบรรดาองค์กรของรัฐจะเกิดขึ้นเมื่อใดในอนาคต และมิว่าจะมีรูปแบบหรือเนื้อหาที่มิชอบอย่างไร การปฏิบัติดังกล่าวก็ย่อมถูกถือว่าให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปเสียทั้งหมด

๓.๒ การรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบรรดาประกาศ คปค. คำสั่งหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศและคำสั่งดังกล่าวเช่นนี้ พิจารณาโดยระบบกฎหมาย ย่อมมีผลเป็นการตัดอำนาจการตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบรรดาการต่างๆ และการปฏิบัติทั้งหลายเหล่านั้น โดยเฉพาะจากองค์กรตุลาการไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง หรือแม้กระทั่งศาลยุติธรรม เสียสิ้น ในกรณีหากมีคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้ตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการเหล่านั้น โดยผลจากมาตรา ๓๐๙ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ศาลย่อมมิอาจจะทำอะไรได้ นอกเสียจากวินิจฉัยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น ไม่รับคดีนั้นๆ ไว้พิพากษาหรือวินิจฉัย เพราะรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวนี้ได้บัญญัติรับรองเอาไว้ว่าให้มันชอบ

๓.๓ นอกจากจะเป็นบทบัญญัติซึ่งทำลายหลักนิติธรรมของประเทศ และเป็นบทบัญญัติที่มิควรจะดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญอันถือเป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว มาตรา ๓๐๙ ของร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้ ยังก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่งกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลผู้ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของ ประกาศ คปค. คำสั่งหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว กล่าวกันให้แจ้งชัด มิว่าผู้ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของบรรดาประกาศคำสั่งหรือการปฏิบัติตามประกาศคำสั่งเหล่านั้นจะถูกกระทำโดยมิชอบอย่างไร และมิว่าการกระทำนั้นๆ จะได้เกิดขึ้นมาจากก่อนหน้านี้ หรือจะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ผู้ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของบรรดาประกาศคำสั่งเหล่านี้ ก็มิอาจขอรับความเป็นธรรมในทางกฎหมายได้ อีกทั้งประกาศคำสั่งและการปฏิบัติตามประกาศคำสั่งดังกล่าว ก็มิต้องตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในทางใดได้อีก และประการสำคัญ ผู้กระทำการต่างๆ อันมิชอบโดยเนื้อหาจากมาตรวัดในทางรัฐธรรมนูญ ต่างย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดไปโดยสิ้นเชิง

 ๓.๔ จำเป็นต้องกล่าวด้วยว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติที่รับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของรัฐ แต่เมื่อบทบัญญัติเช่นว่านี้ ผู้ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของประกาศ คปค. คำสั่งหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศคำสั่งดังกล่าว ต่างก็มิอาจนำเอามาใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอันพึงมีพึงได้ของตนเสมอเหมือนกับบุคคลอื่น ดังนี้ โดยเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ เช่นนี้ จึงย่อมไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่าร่างรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว ได้ทำลายหลักความเสมอภาคต่อการจะได้รับการอำนวยความยุติธรรมจากรัฐ ด้วยตัวของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เอง

โดยสรุปจากที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ บทบัญญัติที่มีผลเป็นการทำลายระบบความยุติธรรมของประเทศ และทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเช่นนี้ สมควรจะได้รับการรับรองให้นำไปบังคับใช้หรือไม่ คำตอบจะอยู่ที่การวินิจฉัยของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

Posted by บัวเงิน | 09.08.2007 13:08 | 681 reads

10 Comments

  1. บัวเงิน :

    รูปธรรมของตัวอย่างมาตรา 23 วรรคสอง ...ความว่า "ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง และเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา 22 ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อรัฐสภา เพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในกรณีนี้จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ..."

    อ่านเฉพาะมาตรานี้แล้วใช้ดุลยพินิจให้ลึกซึ้ง จะเป็นการคิดมากเกินไปหรือเปล่า? สำหรับการวิตกถึงวิกฤตอันแหลมคม ซึ่งคงไม่มีใครนึกและหมายจะให้เกิดขึ้นในอนาคตของชาติบ้านเมือง ตลอดทั้งความหมายในมาตรานี้ก็คืออำนาจของคณะองคมนตรี ที่สามารถผลักดันประวัติศาสตร์แห่งพระราชวงศ์ในอนาคตให้ไปทางใด? นี่เป็นคำถามใหญ่ที่ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ?

  2. บัวเงิน :

    ข้ามไปมองรัฐธรรมนูญ 2550 เกี่ยวกับนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งถ้ามองไปตามตัวหนังสือก็น่าจะดี เพราะเขียนไว้ให้ส่งเสริมประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมือง มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองของภาคพลเมือง สนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบ ให้สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่

    สิ่งเหล่านี้หากไม่คิดไปอีกด้านก็คงไม่ติดใจอะไรมากนัก ...แต่ถ้าคิดออกไปจากกรอบของตัวหนังสือชักจะไม่มั่นอกมั่นใจได้เต็มที่ เพราะเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ หรือกระบวนการมีส่วนร่วมใดๆ แม้นอ่านต่างหากแยกเป็นส่วนๆเห็นจะฟังดูดี แต่ถ้าพิจารณาไปรอบๆบริบท คงมีความกังขาไม่น้อยเลย ไม่แน่ใจว่าในทางปฏิบัติแล้วพวกเจ้าสิทธิเสรีภาพและความมีส่วนร่วมภาคประชาชน ครั้นถึงเวลาจริงๆมันจะเหลืออยู่ให้แลดูสวยหรูเหมือนตามที่รัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้สักมากน้อยขนาดไหน?

    เรามองในเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม อ่านมาตราแรกๆยังเห็นว่าดูดีเช่นกัน แต่...พอไปอ่านช่วงตบท้ายก็มักจะคล้ายๆกัน เช่น ในมาตรา 64 วรรคสุดท้ายมีความว่า

    "การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งและวรรคสองจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ"

    คือพอจะกล่าวได้ว่าเมื่อถึงที่สุดนั้น การจำกัดสิทธิและเสรีภาพคงเกิดขึ้นมาได้แน่นอนล้วนจากอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เป็นต้นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยความมั่นคงภายในพระราชอาณาจักร เพราะเรื่องของความมั่นคงมันไม่ชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะการตีความสำหรับผลที่จะกระทบรัฐบาล นับว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ถูกผลักออกมาใช้ ...เนื่องจากมันยังขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นรัฐบาล?

    การจำกัดสิทธิและเสรีภาพมีโอกาสสูงที่จะถูกเลือกปฏิบัติจัดการกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายหรือทำลายความมั่นคงใดๆของรัฐ ดังนั้น สิทธิและเสรีภาพในหลายๆมาตราจึงไม่แน่ชัดนักว่าจะคงอยู่ได้จริงเหมือนที่เขียนเอาไว้เป็นตัวอักษร ถ้าหาก "กฎหมายเฉพาะ" ได้ถูกร่างออกมาบังคับใช้?

  3. บัวเงิน :

    ในอีกมุมหนึ่งที่น่าใคร่ครวญให้จงหนักสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งดูแล้วเห็นเป็น "ดาบสองคม" เช่น รายละเอียดในมาตรา 270-271 มันมองได้สองแง่ อาจจะดีที่ประชาชนเพียง 20,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อขอให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด ...โดยมีสิทธิตามมาตรา 164 เข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา แล้วให้วุฒิสภาไปมีมติอีกครั้งตามมาตรา 274 ถอดถอนบุคคลตามมาตรา 270 ออกจากตำแหน่ง

    รายการนี้จัดตั้งแค่ 20,000 เสียง ระดับม็อบพันธมิตรฯยังจัดตั้งได้เป็นแสน ...แน่นอนพรรคการเมืองอันธพาลใช้เป็นช่องว่างเล่นนอกเกมได้ ลงท้ายรัฐบาล รัฐสภาวุ่นวาย ...เป็นยาสั่งชัดๆ ทั้งการก่อเหตุสารพัดที่นำไปสู่ความระส่ำระสาย ลงท้ายประชาธิปไตยก็คลอนแคลน หนีไม่พ้นข้ออ้างปฏิวัติรอบใหม่? แค่ 20,000 เสียง รับรองล้มรัฐบาลได้ตลอดเวลา? แถมอ้างได้เสียด้วยว่า "ประชาชนล้ม"!

  4. บัวเงิน :

    ยิ่งวิเคราะห์ก็ยิ่งเห็น อนาคตที่ว้าเหว่ ของประเทศไทย ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ จนถึงวันนี้ผมก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ จะตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ดี

    จะฝืนใจรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งๆที่มองเห็นอนาคตชัดเจนอยู่แล้ว ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำประเทศชาติไปสู่ความอ่อนแอวุ่นวาย และเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ก็เหมือน "ทำบาป" ให้กับประเทศและลูกหลานไทยในอนาคต หรือจะตัดสินใจไม่รับ วัดใจกับ คมช.ซื้ออนาคตประเทศไทยอีกรอบว่า จะนำรัฐธรรมนูญใหม่อีกฉบับเดินไปในทิศทางใด

    แต่ต้องไม่ใช่การวางกฎเกณฑ์มาทำลายรากฐานประชาธิปไตยของชาติ ทำให้อนาคตประชาธิปไตยของชาติต้องอ่อนแอเปราะบาง อย่างที่ "พวกกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ" ทำไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้

  5. บัวเงิน :

    มองอนาคตสังคมการเมืองไทย..ถ้ารัฐธรรมนูญ 50 ผ่าน

    โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
    คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



    อาจารย์จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550?

    จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างแน่นอน อันนี้ไม่มีข้อกังขาใด ๆ

    ด้วยเหตุผลอะไร?

    เหตุผลหลักคือ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีที่มาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งทำลายระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ 2540 นำมาซึ่งเผด็จการทหารในปัจจุบัน อย่างที่ทราบกันดี ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆ เฉพาะข้อนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญ 2550

    หมายความว่า ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญออกมาได้สวยหรู ไร้ที่ติ สมบูรณ์ที่สุดในโลก ผมก็จะยังปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญอยู่ดี เพราะไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากรัฐประหาร ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เองก็มีเนื้อหาที่ซ่อนเร้นเผด็จการอำมาตยาธิปไตยไว้อย่างแยบยล ไม่ได้ผิดไปจากที่ผมคาดเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่หลัง 19 กันยายน 2549 ใหม่ๆ

    เหตุผลอื่นๆ รองลงมาที่ปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญ 2550 คือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก็เป็นกระบวนการที่เป็นเผด็จการ ไม่โปร่งใส ดังจะเห็นได้ว่า องค์ประกอบของคณะผู้ร่างไม่ได้มาจากผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง แต่อุปโลกน์กันขึ้นเองตามกระบวนการคัดเลือกโดยคณะรัฐประหาร และยังมีส่วนที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งเข้ามาโดยตรงอีกด้วย

    ที่ว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นการสืบทอดอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยนั้น เป็นอย่างไร ?

    รัฐธรรมนูญนี้มุ่งทำให้การเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอ่อนแอ แต่ทำให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยของอภิชน ข้าราชการ และกองทัพมีอำนาจเข้มแข็ง เช่น สิ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘องค์กรอิสระต่างๆ' เมื่อย้อนไปดู จะเห็นว่า ถูกแต่งตั้งเข้ามาโดยคณะรัฐประหารหลัง 19 กันยายน 2549 และยังจะทำหน้าที่เป็น ‘องค์กรอิสระ' ต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550

    แม้แต่วุฒิสภา ประมาณครึ่งหนึ่งก็ถูกแต่งตั้งโดยคณะบุคคลที่ส่วนหนึ่งมาจากบรรดา ‘องค์กรอิสระ' ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร นี่คือสมาชิกวุฒิสภาประเภทแต่งตั้ง เพียงแต่เรียกให้สวยหรูไม่น่าเกลียดว่า ‘สรรหา' ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่อำมาตยาธิปไตยจะควบคุมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเพียงจำนวน 3 ใน 5 ของวุฒิสภาก็สามารถถอดถอนรัฐมนตรีได้ทุกตำแหน่ง ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง เนื่องจากให้บุคคลที่มาจากการแต่งตั้งมีอำนาจถอดถอนบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนได้

    รวมทั้งมีเจตนาให้พรรคการเมืองมีขนาดเล็ก กระจัดกระจาย อ่อนแอ ไร้วินัย โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถออกเสียงสวนกับมติพรรคของตัวเองได้ ห้ามการควบรวมพรรคการเมืองในระหว่างอายุสภา เป็นต้น สิ่งที่จะได้คือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค มีมุ้งเล็กมุ้งใหญ่ ผู้บริหารพรรคควบคุมวินัยของสมาชิกพรรคไม่ได้เลย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะอ่อนแอ ไม่มีอำนาจที่แท้จริงในการบริหารบ้านเมือง และก็จะไม่มีเวลาบริหารด้วย เพราะมัวแต่วุ่นวายต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อยู่กับความขัดแย้งในพรรคและในสภา

    ที่เลวร้ายที่สุดคือ การออกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรซึ่งให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.กอ.รมน.) ในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน สามารถ ‘ใช้กำลังทหารเพื่อสนับสนุนฝ่ายความมั่นคง' ได้ตลอดเวลา อย่างนี้เท่ากับยังมีรัฐประหารอยู่ตลอดเวลาทุกชั่วโมงนาที แม้จะมีรัฐธรรมนูญ 2550 และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม



    นายกรัฐมนตรีจะรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า ถูกคุกคามโดยฝ่ายทหาร เหมือนถูกเอาปืนจี้หลังอยู่ตลอดเวลา ประเทศไทยจะเป็น ‘รัฐทหาร' อย่างแท้จริง

    แล้วคิดอย่างไรกับกระบวนการรณรงค์ประชามติที่กำลังดำเนินอยู่ ทั้งของฝ่ายรัฐและฝ่ายอื่นๆ ?

    ตอนนี้ประชาชนส่วนหนึ่งและภาคธุรกิจอยากให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ และให้มีรัฐบาลใหม่ โดยเชื่อว่า หลังจากนั้น ทุกอย่างจะกลับมาดีเหมือนเดิม การเมืองจะมั่นคงมีเสถียรภาพ ต่างชาติจะกลับมายอมรับประเทศไทย การลงทุนและการใช้จ่ายจะฟื้นตัว วันคืนที่สงบและเศรษฐกิจดีจะกลับมา ซึ่งทางฝ่ายคณะรัฐประหารและรัฐบาลสุรยุทธ์รู้ดี จึงใช้ข้อนี้เป็นประเด็นในการขู่ประชาชนว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ผ่านประชามติ ก็จะไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้บ้าง ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกนานบ้าง บ้านเมืองจะวุ่นวายบ้าง ซึ่งก็คือ ถ้าอยากเลือกตั้งเร็วๆ ก็ต้องรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เท่านั้น ส่วนเนื้อหาที่ไม่ชอบใจก็ต้องทำเป็นไม่เห็นหรืออ้างว่า ไปแก้กันทีหลัง

    ยิ่งกว่านั้น กระบวนการลงประชามติที่จัดวางไว้ก็ลำเอียงที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านอย่างง่ายๆ เช่น อนุญาตให้หน่วยราชการขนคนไปลงประชามติได้ ซึ่งเท่ากับมีนัยให้ข้าราชการขนประชาชนไปลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญได้นั่นเอง รวมทั้งยังมีข่าวลือต่าง ๆ นานาว่า มีการข่มขู่ประชาชนและผู้นำชุมชนในพื้นที่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ มีการส่งคนเข้าไปจัดตั้งฐานคะแนนเสียงให้รับร่างรัฐธรรมนูญ

    ที่เลวร้ายที่สุดคือ กว่าค่อนประเทศไทยขณะนี้ยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ทำให้มีการรณรงค์เคลื่อนไหวให้รับร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่จะรณรงค์ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะถือว่า "เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง" การที่ประชาชนไปลงประชามติในเขตกฎอัยการศึก ก็เท่ากับไปลงประชามติโดยมีปืนจี้ศีรษะอยู่นั่นเอง

    โดยสรุป การลงประชามติครั้งนี้เป็นกลไกทางการเมืองที่คณะรัฐประหารหวังจะใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตัวเองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นกลไกจัดตั้งโดยมีคำตอบล่วงหน้าที่ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ‘ดูดีมีความชอบธรรม' นั่นเอง ซึ่งต้องถือว่า เป็นความชาญฉลาดเจ้าเล่ห์ของเนติบริกรที่รับใช้คณะรัฐประหารชุดนี้

    กลุ่มต้านรัฐประหารมีทางเลือกน้อยมากในการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะสื่อสารมวลชนกระแสหลักทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ถูกควบคุมโดยคณะรัฐประหารหมด กิจกรรมต้านรัฐประหารและรณรงค์ไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่มีปรากฏสู่สาธารณะเลย ประชาชนส่วนมากไม่รู้เลยว่า มีการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอยู่ กลุ่มต้านรัฐประหารจึงอยู่ในสภาพถูกล้อมปราบทางการเมือง ต้องใช้กิจกรรมรณรงค์ผ่านสื่อทางเลือกคือ ใบปลิว ซีดีและอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็จำกัดมาก แล้วยังเข้าไปรณรงค์ในเขตกฎอัยการศึกไม่ได้อีกด้วย รวมทั้งอารมณ์ของประชาชนส่วนหนึ่งก็ต้องการให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุดเพราะเพ้อฝันว่า แล้วทุกอย่างจะกลับมาดีเหมือนเดิมโดยเร็ว ฉะนั้นโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จะผ่านประชามติจึงมีสูงมาก

    การรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 สำคัญต่อการเมืองไทยอย่างไร ?

    ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า การลงประชามติครั้งนี้ไม่ใช่แค่รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่มีความหมายทางหลักการมากกว่านั้นคือ จะปฏิเสธรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และกระบวนการเผด็จการทั้งหมดหลังจากนั้นหรือไม่



    ถ้าเราเห็นว่า รัฐประหาร 19 กันยายนเป็นสิ่งเลวร้ายและต้องปฏิเสธมันอย่างไม่มีเงื่อนไข ก็ต้องลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นผลผลิตของรัฐประหารเท่านั้น ไม่มีทางอื่น

    หากประชาชนข้างมากลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับว่า ประชาชนข้างมากไม่เอารัฐประหาร คณะรัฐประหารและทุกสิ่งที่เผด็จการผลิตขึ้นถึงวันนี้ล้วนไม่มีความชอบธรรม ถ้าประชาชนที่รักประชาธิปไตยทำได้ตรงนี้ ก็ถือว่า เป็นชัยชนะสำคัญขั้นหนึ่ง

    แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว มันตีบตันมาก หากร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติ ซึ่งมีโอกาสสูงมาก เพราะเล่ห์กลฝ่ายรัฐมีมากมาย ก็เท่ากับว่า ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยชนะ และฝ่ายประชาธิปไตยพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ไปแล้วขั้นหนึ่ง ทางนี้ก็คงต้องเตรียมตัวว่า จะสู้ในขั้นยุทธศาสตร์ต่อไปอย่างไร

    แล้วคาดการณ์อนาคตสังคมการเมืองไทยหลังเลือกตั้งอย่างไร ?

    ผมเชื่อว่า ถึงแม้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จะผ่านประชามติและฝ่ายรัฐประหารชนะในขั้นนี้ แต่ท้ายสุด ประชาชนจะผิดหวังจากความเชื่อที่ว่า ถ้าเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่แล้ว ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจจะกลับมา "ดีเหมือนเดิม" เพราะนี่เป็นแค่ความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ

    ผมเชื่อว่า แม้จะมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่แล้ว การเมืองจะยังไร้เสถียรภาพ ในขณะที่เศรษฐกิจจะยังคงประสบปัญหาต่อไปอีกยาวนาน การเมืองจะมีเสถียรภาพได้อย่างไรในเมื่อมีรัฐบาลผสมหลายพรรค ขัดแย้งกันเองไม่หยุดหย่อน มีนายกรัฐมนตรีที่อ่อนแอ ไม่มีอำนาจแม้แต่จะต่อรองหรือควบคุมสมาชิกพรรคของตัวเอง แล้วยังถูกคุกคามจากสมาชิกวุฒิสภาสายแต่งตั้งและผอ.กอ.รมน.อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย การเมืองจะวุ่นวายไม่มีเสถียรภาพ จะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้ง พอไม่มีทางออกก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ สภาผู้แทนชุดใหม่อยู่ไม่ครบวาระแน่นอน การบริหารประเทศจะไม่มีทิศทาง รัฐบาลใหม่จะอยู่ได้ไม่นาน แค่ปีสองปีก็ไปแล้ว

    ยังมีนักการเมืองใหญ่อดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทยกว่าร้อยคน ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม คนพวกนี้จะไม่อยู่เฉย ๆ ปล่อยให้นักการเมืองค่ายอื่นเล่นการเมืองกันอย่างสะดวกโยธิน แต่จะเคลื่อนไหวทั้งในสภาและนอกสภาให้เกิดความปั่นป่วนเพราะเขาถือว่าถูกรังแกอย่างไร้ความยุติธรรม

    รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีตพรรคไทยรักไทยก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงจากประชาชนนับสิบล้านคนทั่วประเทศ ประชาชนส่วนนี้ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ร่วมมือกับเผด็จการอย่างแน่นอน ถ้ายังมีพรรคที่สืบทอดจากอดีตพรรคไทยรักไทย (เช่น พรรคพลังประชาชน) พวกเขาก็จะเลือกพรรคนี้เข้ามา ซึ่งจะกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งมากในขณะที่พรรครัฐบาลผสมจะอ่อนแอ แต่ถ้าไม่มีพรรคที่สืบทอดจากอดีตพรรคไทยรักไทย (เช่น พรรคพลังประชาชนถูกสกัดจนอยู่ไม่ได้) ประชาชนส่วนนี้ก็จะไม่มีทางเลือกในการเลือกตั้ง

    ผลก็คือ พวกเขาจะปฏิเสธการเมืองในระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 ในที่สุด ในขณะที่นักการเมืองพรรคไทยรักไทยที่ไม่ถูกตัดสิทธิ์แต่ถูกสกัดในการเลือกตั้ง ก็จะยังคงเคลื่อนไหวนอกสภาต่อไป แล้วยังมี พ.ต.ท.ทักษิณ อีก ซึ่งคงจะไม่กลับประเทศไทยเนื่องจากกลัวความไม่ปลอดภัย แต่ถึงแม้อยู่ต่างประเทศ ก็จะยังมีอิทธิพลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศอย่างสำคัญผ่านอดีตกลุ่มไทยรักไทย และฐานเสียงความนิยมนับสิบล้านเสียง เป็นเงาทะมึนที่ค้ำศีรษะรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งไปเรื่อย ๆ นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะถูกแรงกดดันอย่างมากเช่นเดียวกับรัฐบาลสุรยุทธ์เพราะประชาชนยังไม่ลืม พ.ต.ท.ทักษิณ และประชาชนจะรู้สึกตลอดเวลาว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของพวกเขา

    นอกจากนี้ กลุ่มต้านรัฐประหารก็จะยังไม่หายไปไหน แต่จะยังมีการเคลื่อนไหวต่อไปอีก เพราะเป้าหมายของกลุ่มคือต่อต้านอำมาตยาธิปไตย ซึ่งระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คือระบอบอำมาตยาธิปไตยที่มีเปลือกหุ้มเป็นการเมืองแบบเลือกตั้งนั่นเอง เพียงแต่ว่า รูปแบบและวิธีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านรัฐประหารจะพลิกแพลงเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และบรรยากาศทางการเมืองในขณะนั้น

    สรุปคือ หลังเลือกตั้ง มีแต่ความวุ่นวายไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างแน่นอน

    ในด้านเศรษฐกิจ เฉพาะหน้านี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเงินบาทแข็งค่าเนื่องจากการเก็งกำไรของทุนต่างชาติระยะสั้น การที่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดีนั้น ต้องถือว่าเป็นฟองสบู่ขนาดย่อย ๆ เพราะต่างชาติเอาเงินหลายพันล้านดอลลาร์มาแลกบาท เช่น ที่ 35 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ แล้วเอาเงินบาทไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ปั่นราคาหุ้นให้สูงขึ้น ทีนี้ก็รอจังหวะเท่านั้น ถ้าทุนต่างชาติเห็นว่า เงินบาทจะไม่แข็งค่าขึ้นต่อไปอีกแล้ว หรือราคาหุ้นสูงมากแล้ว พวกเขาก็จะเทขายหุ้นออกมาเป็นเงินบาท แล้วเอาเงินบาทมาแลกดอลลาร์เพื่อไหลออก ซึ่งขาออกนี้ 35 บาทจะแลกกลับได้มากกว่าหนึ่งดอลลาร์เพราะระหว่างที่ถือหุ้นอยู่ เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นต่อไป เท่ากับว่า ทุนต่างชาติทำกำไรสองต่อคือ กำไรราคาหุ้นและกำไรค่าเงินบาท

    ฉะนั้น วิกฤตที่เกิดขึ้นจะเป็นทั้งวิกฤตตลาดหลักทรัพย์และวิกฤตค่าเงินบาทไปพร้อมกัน ตอนนี้เพียงแต่รอดูว่า จะมีปัจจัยเฉพาะหน้าอะไรบ้างที่จะ "จุดระเบิด" ให้เกิดวิกฤตเทขายหุ้นและเทขายเงินบาทกันอย่างขนานใหญ่เท่านั้น

    เศรษฐกิจหลังเลือกตั้งถึงจะรอดพ้นจากวิกฤตเงินบาทแข็งค่ามาได้ ก็จะยังประสบปัญหาต่อไป ในเมื่อการเมืองไร้เสถียรภาพ มีแต่ความวุ่นวาย รัฐบาลอ่อนแอ แตกแยก นายกรัฐมนตรีไร้อำนาจ การบริหารบ้านเมืองไม่มีทิศทางอย่างนี้ เศรษฐกิจจะดีไปได้อย่างไร และอย่าลืมว่าการลงทุนระหว่างประเทศในวันนี้แตกต่างจากการลงทุนระหว่างประเทศเมื่อสิบปีก่อนอย่างมาก ในสมัยนั้นนักลงทุนข้ามชาติไม่มีทางเลือกมากนัก ประเทศไทยเป็นหนึ่งในทางเลือกไม่กี่แห่งในเอเซียที่เหมาะกับการลงทุนจากต่างประเทศ แต่วันนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง นักลงทุนข้ามชาติมีทางเลือกที่ดีกว่ามากมาย ทั้งจีน อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวียดนามและกัมพูชากำลังมาแรงมาก มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดในอาเซียน ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลใหม่จะยังสืบทอดกฎหมายเศรษฐกิจที่รัฐบาลสุรยุทธ์ทำไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต่อต้านทุนต่างชาติ เช่น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ร.บ.ค้าส่งค้าปลีก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น ล้วนเป็นกฎหมายที่ทุนต่างชาติไม่พอใจทั้งสิ้น แม้แต่ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในก็สร้างความหวาดกลัวให้กับทุนต่างชาติ เพราะฝ่ายทหารจะอ้างเรื่องความมั่นคงมาข่มขู่คุกคามพวกเขาเมื่อไรก็ได้

    ฉะนั้น ถึงแม้จะเลือกตั้งกันไปแล้ว ทุนต่างชาติที่ย้ายฐานออกไปจะไม่กลับมา ส่วนทุนต่างชาติใหม่ก็จะไม่เข้ามาแน่นอน ทุนต่างชาติที่มาจะเป็นทุนระยะสั้น เข้ามาเก็งกำไรชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็ไป ไม่มีการพัฒนาใหม่ๆ

    ผมเชื่อว่า ในที่สุด ประเทศไทยจะเป็นเหมือนฟิลิปปินส์ คือการเมืองแตกแยก รัฐบาลอ่อนแอไร้เสถียรภาพ เศรษฐกิจล้าหลังชะงักงันยาวนาน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติ

    ถ้าร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ผ่านประชามติ ขั้นต่อไปต้องทำอย่างไร? มันจะเกิดความวุ่นวายอย่างที่กล่าวอ้างกันหรือเปล่า ?

    ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีโอกาสสูงที่จะผ่านประชามติตามที่กล่าวไปแล้ว แต่ถ้าไม่ผ่านประชามติจริง ก็ต้องถือว่า ฝ่ายต้านรัฐประหารได้รับชัยชนะทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและจะสามารถใช้ผลประชามติไปเป็นแรงกดดันต่อคณะรัฐประหารและรัฐบาลสุรยุทธ์ให้นำเอารัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งฉบับรวมทั้งกฎหมายลูกทั้งหมดกลับมาใช้โดยไม่แก้ไขและให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อกลับคืนสู่ครรลองประชาธิปไตย

    แต่ถ้าฝ่ายรัฐยังคงดึงดันที่จะสถาปนาระบอบอำมาตยาธิปไตยด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและมีเนื้อหาสืบทอดอำนาจเช่นเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ละก็ ความวุ่นวายจะเกิดแน่นอน ประชาชนจะไม่ยอมและอาจนำไปสู่ความรุนแรงถึงนองเลือดได้ เพราะประชาชนแสดงมติแล้วว่า ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเท่ากับปฏิเสธรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แล้วฝ่ายรัฐยังดื้อดึงต่อไป ถึงวันนั้น ก็คอยดูกันว่า ใครจะเป็นทรราชย์ตัวจริง

  6. บัวตูม :

    ฮ่าๆๆๆๆๆ

    มึงด่ากู หร้อ

  7. บัวเงิน :

    ไม่ได้ด่าครับ แค่ไม่อยากเห็นเพื่อนเลิกรักกัน บัวลอยเลือกใช้ชีวิตที่มีความสุขตามแบบของบัวลอย ก็ถือว่าดีแล้ว มีความสุขกับสิ่งใด จงอยู่กับสิ่งนั้น หลาย ๆ คนที่ทุกคนให้การยอมรับว่าประสบความสำเร็จ เค้าก็อาจจะใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขอยู่ก็ได้ ตัวอย่างจุดนี้มีให้เห็นเยอะในเมืองไทย เมืองนอกไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง

  8. บัวเงิน :

    ไว้อาลัยประเทศไทย... :039:

  9. บัวเงิน :

    ผมไม่เชื่อ ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตย

    ผมไม่เชื่อว่าภายในปี 2550 จะมีการเลือกตั้ง ผมไม่เชื่อว่าพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะเป็นผู้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทย เหมือนกับที่ไม่เชื่อว่าหมาจะออกลูกเป็นคน แต่...ผมเชื่อในพลังประชาชน ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งไม่นานนับจากวันนี้ไป ประชาชนจะไม่อดทนกับความเลวร้ายที่เผด็จการทหาร และระบอบอำมาตยาธิปไตย ก่อกรรมทำเข็ญให้แก่ประเทศไทยและประชาชนคนไทยอีกต่อไป

  10. บัวบาน :

    ฉันไม่เชื่อในพลังประชาชนไทย เพราะฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ที่นั่งอยู่เฉยๆ รอสวรรค์ส่งคนรวย มีอำนาจ มีคุณธรรม มีสมอง มาเป็นผู้นำเรื่องการเมืองให้แก่ประชาชนไทย

    ฉันไม่เชื่อในพลังประชาชนไทย เพราะคนไทยเกิน 80% ไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมืองอย่างมีคุณธรรม

    ฉันไม่เชื่อในพลังประชาชนไทย เพราะคนไทยเกิน 90% ถูกชักจูงได้โดยง่าย เพียงใช้อำนาจและเงินตราเข้าล่อ

    ฉันไม่เชื่อในพลังประชาชนไทย เพราะคนไทย 99.99% ไม่มีอำนาจมากพอที่จะปฎิวัติการเมืองของทั้งประเทศได้




:001: :002: :003: :004: :005: :006: :007: :008: :009: :010: :011: :012: :013: :014: :015: :016: :017: :018: :019: :020:
:021: :022: :023: :024: :025: :026: :027: :028: :029: :030: :031: :032: :033: :034: :035: :036: :037: :038: :039: :040:
:041: :042: :043: :044: :045: :046: :047: :048: :049: :050: :051: :052: :053: :054: :055: :056: :057: :058: :059: :060:


บัวใต้ตม buataitom buataitom*play buataitom club buataitom cafe บัวใต้ตมคาเฟ่ บัวใต้ตมคลับ บัวตูม บัวบาน บัวลอย บัวเงิน บัวอวบ บัวผัน บัวลม บัวไฟ บัวหลวง บัวเย็น buatoom buaban bualoy buagern buauab buapun bualom buafire bualuang buayen

"In my life I've loved them all" - บัวตูม

"... I have nothing to say anymore ..." - บัวบาน

"ฮาคูน่า มาทาท่า" - บัวลอย

"Known to act wild and make girls smile" - บัวเงิน

"ฤดูแห่งการล่ามาแล้ว" - บัวลม

"GodDess" - บัวไฟ

"" don't tอlk อny more, go Skอte! now "" - บัวหลวง

"reset my life and don't look back in anger!!" - บัวเย็น

"ไม่ได้เกิดมาดี แต่จะดีให้ได้..." - บัวเพชร

hosted by hostworking